ฝ้าคืออะไร

ฝ้าคืออะไร

far1 far2 far3

ฝ้าเป็นรอยผิวหนังสีน้ำตาลหรือสีดำ พบตามบริเวณที่ผิวหนังโดนแสงแดด (เช่น ที่ใบหน้า) ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด มักค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ แผ่นสีดำนี้มักมีลักษณะเท่าๆ กันทั้ง 2 ข้าง อาจรวมกันเป็นปื้น หรือเข้มเป็นกระจุกๆ ก็ได้
บริเวณที่พบฝ้าได้บ่อยคือ โหนกแก้ม เหนือริมฝีปาก หนวด คาง หน้าผาก แต่บางคนก็เป็นฝ้าที่ตำแหน่งอื่นๆ ที่โดนแสงแดด (เช่น ที่หน้าอก แขน หลัง)
ฝ้าไม่ทำให้เกิดอาการอย่างอื่นนอกจากด้านความงามเท่านั้น ส่วนใหญ่พบในหญิงวัยกลางคน อายุประมาณ 30-40 ปี ในจำนวนผู้ที่เป็นฝ้าทั้งหมดร้อยละ 90 เป็นผู้หญิง

ฝ้าเกิดได้อย่างไร

สาเหตุของฝ้ามีดังนี้คือ

  • กรรมพันธุ์ พบว่าผู้ป่วยโรคฝ้ามากกว่าร้อยละ 30 มีประวัติคนในครอบครัว เป็นฝ้าด้วย พบฝ้าเกิดร่วมกันในฝาแฝดที่มาจากไข่ใบเดียวกัน โดยที่พี่น้องคนอื่น (ที่มาจากไข่คนละใบ) ที่อยู่ในสภาพแวดล้อม เดียวกันไม่พบความสัมพันธ์นี้
  • แสงแดด เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้าที่สำคัญ ทั้งช่วงคลื่นรังสียูวีบี และยูวีเอ ทำให้เกิดฝ้า ยากันแดดที่ป้องกันเฉพาะรังสียูวีบี จึงใช้ป้องกันฝ้าไม่ได้ผล เพราะผิวหนังยังได้รับรังสียูวีเอ และช่วงคลื่นแสงที่มองเห็น ซึ่งช่วงคลื่นนี้ก็กระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีผลิตเม็ดสีเมลานินได้เช่นกัน
  • ฮอร์โมน เป็นปัจจัยทำให้เกิดฝ้าที่สำคัญ เชื่อว่าฝ้าเกิดจากการที่ฮอร์โมน เพศหญิงคือเอสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน กระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้สร้าง เม็ดสีมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโดนแสงแดด จึงพบฝ้ามากในหญิงตั้งครรภ์
  • หญิงที่กินยาคุมกำเนิด ฝ้าเกิดขึ้นในคนที่กินยาคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของ เอสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน
  • หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ที่ได้รับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน
  • ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ มีโอกาสเป็นฝ้ามากกว่าคนปกติถึง 4 เท่าตัว
  • อารมณ์ พบฝ้าที่เกิดหลังมีอารมณ์เครียดอย่างรุนแรง
  • เครื่องสำอาง พบว่าเครื่องสำอางบางตัวทำให้เกิดฝ้า ซึ่งส่วนผสมเหล่านี้อาจเป็นกลิ่นหอมหรือสี และฝ้าที่เกิดขึ้นมักเป็นฝ้าลึก
  • ยาบางชนิด พวกยากันชัก เช่น ไดเฟนิล ไฮเดนโทอิน (diphenyl hydantoin) มีแซนโทอิน (mesantoin)

ส่วนการรักษาฝ้านั้นจัดว่ารักษาได้ แต่มักไม่หายขาด โดยเฉพาะเมื่อผู้เป็นฝ้าไม่อาจหลีกเลี่ยงการโดนแดดได้ตลอดเวลา เพราะทั้งรังสียูวีบี ยูวีเอ และแสงสว่างที่มองเห็น มีส่วนกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้น

การรักษาฝ้าส่วนใหญ่ใช้ยาทาให้ฝ้าจางลง ซึ่งมีทั้งยาที่ผ่านการศึกษาและนำมาใช้กันแพร่หลาย และยาทากลุ่มใหม่ที่กำลังวิจัยและทดลองใช้

ยาทารักษาฝ้า

ยาทารักษาฝ้าที่ใช้กันแพร่หลาย ได้แก่

1. ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)
เป็นยาทาฝ้ากลุ่มยาลดการสร้างเม็ดสี เป็นยารักษาฝ้าที่ใช้บ่อยที่สุด ทำให้สีผิวจางลงชั่วคราว มีอยู่ทั้งในรูปครีม และในรูปสารละลายในแอลกอฮอล์ ใช้ทาฝ้าบางๆ วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งการใช้ยาตัวนี้อาจทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น
สำหรับสตรีมีครรภ์ยังไม่มีการยืนยันความปลอดภัย ของการใช้ยาไฮโดรควิโนน
ขณะนี้ประเทศไทยถือว่าไฮโดรควิโนนทุกระดับความเข้มข้นจัดเป็นยา ต้องให้แพทย์สั่งจ่ายเท่านั้น อีกทั้งมีการเพิ่มประสิทธิภาพของยาโดยมียาทาฝ้าสูตรผสมที่เพิ่มกรดวิตามินเอ และสเตียรอยด์ลงไป

ข้อควรระวัง ก่อนใช้ยาอาจทดสอบโดยทาผิวที่ไม่มีรอยแตก หากเกิดอาการคัน มีตุ่มน้ำใส และ/หรือผิวอักเสบแดง ไม่ควรใช้ยา การทายาทุกครั้งต้องระวังไม่ให้สัมผัสนัยน์ตา นั่นคือให้ใช้เฉพาะใบหน้า คอ มือ หรือแขน

ห้ามใช้ยาเพื่อป้องกันผิวไหม้แดด มีบางราย (พบน้อย) ฝ้าอาจเข้มขึ้นเป็นสีดำและน้ำเงิน ก็ให้หยุดยาทันทีเช่นกัน ผลแทรกซ้อนของยาทาฝ้าตัวนี้คือทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัส ปฏิกิริยาแพ้แสงแดด ที่อาจมีผื่นผิวหนังเป็นรอยดำหลังการอักเสบตามมา และที่พบได้ยากคือฝ้าถาวร ซึ่งพบในคนดำที่ใช้ยาความเข้มข้นสูงทาต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน
การใช้ยาทาฝ้าสูตรนี้ติดต่อกันนาน 4-6 เดือน ถ้า ฝ้าไม่จางลงให้หยุดทายาทันที ห้ามใช้ยาที่มีส่วนผสมของ monobenzyl ether of hydroquinone และ monomethyl ether of hydroquinone เพราะทำให้เกิดรอยด่างถาวร

นอกจากนั้นห้ามใช้สารปรอทแอมโมเนียรักษาฝ้า สารเหล่านี้มักตรวจพบในเครื่องสำอางปลอม พิษสะสมทำให้เกิดอาการแพ้ เป็นผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลง และเกิดพิษสะสมของปรอท ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบ

2. กรดวิตามินเอ (Tretinoin)
ออกฤทธิ์โดยการเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ผิวหนัง เร่งให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนที่มีเม็ดสีเมลานินหลุดลอก การใช้ในสตรีมีครรภ์ยังไม่ยืนยันความปลอดภัย

3. กรดอาซิเลอิก (Azelaic acid)
ยาทาฝ้ากลุ่มสารปฏิชีวนะ แรกเริ่มสังเคราะห์จากเชื้อยีสต์ การใช้ให้ทาบางๆ วันละ 2 ครั้ง การใช้ในสตรีมีครรภ์ทั่วไปจัดว่าน่าจะปลอดภัย

4. สเตียรอยด์อย่างเดียว
ยาตัวนี้ทำให้ฝ้าจางได้โดยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน แต่ถ้าใช้นานๆ ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผิวบาง หลอดเลือดฝอยขยาย เป็นสิว และขนใบหน้าดก